คำแนะนำสร้างแรงบันดาลใจส่วนมากมักจะตกเป็นประเด็นอยู่เสมอ เช่น คำแรง ๆ อย่าง “โทษแต่อย่างอื่น ไม่เคยโทษตัวเอง” ที่สร้างความไม่พอใจให้กับหลาย ๆ คน ทว่า จากงานวิจัยกลับพบว่าหลายบริษัทที่ตกเป็นเหยื่อให้กับมัลแวร์เรียกค่าไถ่ หรือ แรนซัมแวร์ (Ransomware) นั้นต่างมีพฤติกรรมที่เป็นไปดังคำคมดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีข้อมูลที่น่าตกใจอีกหลายข้อ
จากรายงานโดยเว็บไซต์ Cybersecurity Dive ได้กล่าวอ้างอิงถึงงานวิจัยในรูปแบบรายงานประจำปีเกี่ยวกับแรนซัมแวร์ จาก Black Kite บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งงานวิจัยนั้นได้เปิดเผยเกี่ยวกับพฤติกรรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กรต่าง ๆ ที่ทั้งน่าสนใจ และน่าเป็นห่วง ดังต่อไปนี้
- 43% ขององค์กรที่เคยตกเป็นเหยื่อแรนซัมแวร์ทั้งหมดนั้น ปัจจุบันตัวระบบยังคงมีอย่างน้อย 1 ช่องโหว่ร้ายแรง (Critical Vulnerability) ที่ยังไม่ถูกแก้ไข
- ประมาณ 31% ขององค์กรที่เคยตกเป็นเหยื่อแรนซัมแวร์ทั้งหมดนั้น ตัวระบบยังคงมีช่องโหว่ความปลอดภัยที่ทางองค์กร CISA (Cybersecurity and Infrastructure Security Agency) แจ้งเตือนว่าเป็นช่องโหว่ที่แฮกเกอร์ใช้งานอยู่อย่างกว้างขวาง
- 59% ของเหยื่อทั้งหมดนั้น มีการจัดการตั้งค่าระบบตรวจสอบความถูกต้องของอีเมล, กำหนดนโยบายความปลอดภัย และเก็บบันทึกรายงาน หรือ DMARC (Domain-based Message Authentication, Reporting & Conformance) อย่างไม่ถูกต้อง
- ประมาณ 32% ของเหยื่อทั้งหมดนั้นมีการตั้งค่า DomainKeys Identified Mail (DKIM) ไม่ถูกต้องส่งผลให้แฮกเกอร์สามารถแอบอ้างโดเมนไปใช้ส่งอีเมลหลอกลวงเหยื่อได้
- จากตัวเลขของกลุ่มแรนซัมแวร์ทั้งหมด 300 กลุ่ม
- มีประมาณ 5 กลุ่มใหญ่ที่ครอบครองส่วนแบ่งของเหยื่อมากถึง 43.6%
- ประมาณ 61 กลุ่มนั้นเป็นกลุ่มใหม่ที่พึ่งเข้าสู่สภาวะนิเวศนี้
- อุตสาหกรรมที่ตกเป็นเหยื่อของแรนซัมแวร์มากที่สุด คือ อุตสาหกรรมด้านการผลิต (Manufacturing) ที่มีมากถึง 1,660 ราย ตีเป็น 22% ของข้อมูลที่ถูกปล่อยลงในระบบอินเทอร์เน็ตมืด (Dark Web) ทั้งหมด
นอกจากนั้นยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น
- การหลอกลวงแบบพุ่งเป้าเจาะจง หรือ Spear-Phishing ยังคงเป็นวิธีการหลักในการหลอกลวงเหยื่อ
- ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) นั้นไม่ได้สร้างความเสียหายในการโจมตีมากขึ้น แต่ช่วยให้แฮกเกอร์ที่ยังไม่ค่อยมีฝีมือ สามารถสร้างเครื่องมือชั้นดีที่มาเสริมสร้างความสามารถได้มากขึ้น
- ในการหลอกลวงแบบ Spear-Phishing นั้น AI มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการเข้ามาช่วยสร้างให้คอนเทนต์ดูมีความน่าเชื่อถือ
ต้นฉบับ :
ที่มา :