
การใช้งานปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ภายในโรงเรียน และสถานศึกษานั้นยังคงเป็นข้อถกเถียงใหญ่ว่า สมควรใช้งานมากน้อยเพียงใด ใช้แล้วผู้เรียนจะโง่ลงไหม โดยงานวิจัยต่อไปนี้อาจให้คำตอบกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
จากรายงานโดยเว็บไซต์ Al Jazeera ได้กล่าวถึงงานศึกษาการใช้งาน AI ในสถานศึกษาโดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Stockholm University แห่งประเทศสวีเดน และ มหาวิทยาลัย University of Hong Kong แห่งเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ประเทศจีน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนในประเทศจีนกว่า 27,000 คน ในกลุ่มอายุตั้งแต่ 12 ปี – 18 ปี ภายในเวลา 30 เดือน ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้นั้นจะเป็นการติดตามผลข้อมูลในการทำการบ้าน, การสอบแบบปิดหนังสือ (Closed Book) ประจำเดือน, และการสอบเอนทรานซ์ที่มีความเข้มข้นในการสอบสูง ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในการทำงานที่ได้รับมอบหมายที่โรงเรียน และ ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่แท้จริง ภายหลังการนำเอา AI เข้ามาใช้ในการเรียนอย่างเต็มรูปแบบ ดังนี้
คะแนนจากการทำการบ้าน สูงขึ้น 18%
เวลาที่ใช้ในการทำการบ้าน น้อยลง 30% จาก 64 นาที เหลือแค่ 45 นาที
แต่พอให้ทำข้อสอบประจำเดือนโดยไม่มี AI คอยช่วยเหลือ ผลสอบร่วงลงถึง 20% ภายใน 6 เดือนหลังการใช้งาน AI
ผลการสอบเอนทรานซ์นั้นก็ร่วงลงอย่างเห็นได้ชัดเจน (ไม่มีการบอกจำนวนสถิติ)
ผลลัพธ์ของงานวิจัยฉบับดังกล่าวนั้นเรียกได้ว่าเป็นไปในทางเดียวกับผลวิจัย Digital Education Outlook 2026 ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) ที่พบว่า การใช้งาน AI นั้นถึงแม้จะไม่ใช้งานในการเรียนการสอน แต่มีการมอบหมายให้ช่วยงานอื่น ๆ แทน พบว่าช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้นแต่ไม่ส่งผลต่อการปรับปรุงศักยภาพในการเรียนรู้แต่อย่างใด