เครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานของมัลแวร์นั้น มักจะถูกสร้างให้มีการหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับอย่างแข็งแกร่ง โดยแฮกเกอร์ผู้มีฝีมือเยี่ยม แต่ก็ไม่อาจหนีพ้นเงื้อมมือทางกฎหมายไปได้

จากรายงานโดยเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของผู้พัฒนาเครื่องมือต่อต้านมัลแวร์ชื่อดัง Malwarebytes ได้กล่าวถึงการปฏิบัติการร่วมกันระหว่าง Google, FBI, และองค์กรพันธมิตรอื่น ๆ ในการปราบปรามโครงสร้างพื้นฐานของมัลแวร์ที่ใช้ในการแปลงระบบของเหยื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายมัลแวร์ หรือ Botnet ที่มีชื่อว่า Netnut (หรือ Popa) ซึ่งมัลแวร์ตัวนี้มีความสามารถในการลักลอบเข้าอุปกรณ์ของเหยื่อเพื่อแปลงให้หมายเลข IP ของเหยื่อนั้นเป็นตัวแทนในการเป็นทางผ่านการจราจรข้อมูล (Traffic) ของแฮกเกอร์ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า Proxy ทำให้แฮกเกอร์สามารถใช้ความแรงของระบบอินเทอร์เน็ตของเหยื่อ รวมไปถึงการปิดบังตัวตน แม้กระทั่งใส่ความว่า เหยื่อเป็นผู้ก่ออาชญากรรมไซเบอร์ได้

ซึ่งการทำงานของมัลแวร์ตัวนี้นั้น ทางแฮกเกอร์จะหลอกให้เหยื่อทำการติดตั้งเครื่องมือแชร์แบนด์วิดท์ (Bandwidtch Sharing) ซึ่งความเป็นจริงแล้วเป็นมัลแวร์แบบ Proxyware ที่นอกจากจะนำมาใช้ในการแปลงเครื่องของเหยื่อให้กลายเป็น Proxy แล้ว ยังเป็นการลงทะเบียน (Enrolled) เครื่องของเหยื่อลงสู่ระบบของ Netnut อีกด้วย โดยการหลอกว่าเหยื่อจะได้รับค่าจ้างถ้าให้แชร์อินเทอร์เน็ตส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน และในบางครั้งมัลแวร์ชุดนี้ก็มากับอุปกรณ์ที่ถูกขายในพื้นที่สีเทา หรือ ตลาดมืดอีกด้วย โดยหลังจากที่เครื่องของเหยื่อถูกลงทะเบียนลงในระบบของมัลแวร์แล้ว ตัวเครื่องก็ถูกนำไปใช้ในการปฏิบัติการต่าง ๆ เช่น การเข้ายึดบัญชี (Account Take Over), การยิงโฆษณาปลอม (Advertisement Fraud), การรุมยิงระบบที่ใหญ่กว่า (DDoS หรือ Distributed Denial-of-Service), และ การโจมตีแบบเดาสุ่มรหัสผ่าน (Password-Spraying) เป็นต้น

การปราบปรามโดยทาง Google และคณะ เป็นไปด้วยการจัดการ 3 ระดับ โดยเริ่มจาก

  • การปิดบัญชีทั้งหมดบนระบบของ Google ที่ถูกใช้งานเป็นเครื่องมือในการควบคุม (C2 หรือ Command and Control) มัลแวร์ Netnut
  • แบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน และ ตัวชุดพัฒนา (SDK หรือ Software Development Kit) ให้กับองค์กรผู้บังคับใช้กฎหมาย และ แพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
  • ใช้งาน Google Play Protect เพื่อปิดแอปต่าง ๆ ที่มีการแอบฝังโค้ดของมัลแวร์ไว้ รวมทั้งแจ้งเตือนเหยื่อที่ติดตั้งแอปเหล่านั้นไปแล้ว

ซึ่งการปราบปรามในครั้งนี้ ส่งผลให้มีเครื่องที่หายไปจากระบบของ NetNut มากถึงล้านเครื่องเลยทีเดียว

ต้นฉบับ :
ที่มา :