
ในด้านการโจมตีทางไซเบอร์นั้น จากข่าวที่ออกมาหลายครั้งอาจทำให้ผู้อ่านมองว่าประเทศที่ถูกโจมตีหนักมักจะอยู่ในแถบยุโรป, อเมริกา หรือแถบละตินอเมริกา แต่แท้จริงแล้วจากข้อมูลล่าสุดก็พบว่าแถบเอเชียแฟซิฟิค (Asia-Pacific) นั้นก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกัน
รายงานจากเว็บไซต์ The Hacker News ได้กล่าวถึงการเปิดเผยข้อมูลของทางตำรวจสากล (INTERPOL หรือ International Polices) ภายในรายงาน INTERPOL’s 2025/2026 Asia and South Pacific Cyberthreat Assessment Report ว่าพื้นที่เอเชีย-แฟซิฟิคนั้นมีการระบาดอย่างหนักของการหลอกลวงแบบ Phishing ซึ่งมีการตรวจพบมากกว่าหนึ่งหมื่นเคส จาก 3 ประเภทในภูมิภาคนี้ จากการเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) – มีนาคม ค.ศ. 2025 (พ.ศ. 2569) นอกจากนั้นในภาพรวมแล้ว ทาง INTERPOL ยังพบอีกว่าการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ภายในประเทศในภูมิภาคนี้ที่เป็นสมาชิกขององค์กรนั้น มีรายงานที่สูงถึง 30% ของอาชญากรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในประเทศ
โดยทาง INTERPOL กล่าวว่า การโจมตีภายในภูมิภาคนี้นั้น ได้มีการนำเอาเทคโนโลยี AI (ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence), มัลแวร์สำหรับการเรียกค่าไถ่แบบเช่าใช้งาน (RaaS หรือ Ransomware-as-a-Service), และการทำวิศวกรรมทางสังคม (Social Engineering) เข้ามาใช้งานในการโจมตีที่ใหญ่ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งทางองค์กรพบว่า การใช้ AI นั้นสามารถหลอกลวงให้โอนเงินได้ง่ายขึ้นผ่านเทคโนโลยีปลอมแปลงใบหน้า (Deepfake) นอกจากนั้นยังพบว่าแค่ในปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) เพียงปีเดียวนั้นก็มีการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ในภูมิภาคที่สูงถึง 135,000 ครั้ง สร้างผลกระทบให้กับหลากอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็น อสังหาริมทรัพย์, การเงิน, และภาคการผลิต
ในด้านการโจมตีแบบสแกม (Scam) นั้นทาง INTERPOL พบว่ามีการทำการกันใหญ่ในระดับเป็นอุตสาหกรรมการสแกมเลยทีเดียว โดยประเทศที่มักเป็นที่ตั้งของบริษัทสแกมเมอร์นั้นมักตั้งอยู่ในประเทศ กัมพูชา, ลาว, เมียนมาร์, และ ฟิลิปปินส์ โดยมุ่งเน้นไปยังการโจมตีด้วยรูปแบบใช้ความรักปลอม ๆ เข้าหลอกลวงเหยื่อ หรือ Romance Scam ซึ่งการสแกมทั้งหมดของเหล่ามิจฉาชีพเหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับทั้งภูมิภาคเป็นปริมาณมากถึง 37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (99,948,000,000 บาท)
นอกจากนั้นยังมีสถิติอีกหลายอย่างที่น่าสนใจ เช่น
- มัลแวร์ประเภทดูดเงิน (Banking Trojan) และ ขโมยข้อมูลของเหยื่อ (Infostealer) เป็นที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคนี้ โดยทางแฮกเกอร์มักใช้งาน RedLine, Lumma Stealer, LokiBot, Negasteal, และ ZBot
- ประมาณ 5.5 คนจากทุก 1,000 คน มักตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงแบบ Phishing เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่มีเหยื่อประมาณ 2.9 คน ในทุก 1,000 คน
- การโจมตีแบบระดมยิงระบบ (DDoS หรือ Distributed Denial-of-Service) นั้นพุ่งสูงถึง 92% ในปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
- การรุกรานเข้าสู่ระบบ (System Intrusions) เป็นสาเหตุของข้อมูลรั่วไหล (Data Breach) สูงถึง 80% เทียบกับทั้งหมด
- การเจาะเข้าสู่ระบบนั้นอาศัย การตั้งค่าระบบที่ผิดพลาด (System Misconfiguration), การเข้ารหัส (Encryption) ที่อ่อนแอ, กุญแจ API ที่ไม่ปลอดภัย และการสอดส่องระบบที่ไม่ครอบคลุม
- กลุ่มแรนซัมแวร์มักอาศัยนโยบายการกำกับดูแลของบริษัทเอง มาใช้ในการกดดันให้จ่ายเงิน
- Deepfake มักถูกนำมาใช้งานเพื่อแบล็กเมล (Blackmail), ข่มขู่, และรีดไถเงินจากเหยื่อ